magdcine

 

ว่าด้วยเรื่องของ...การกินยาอย่างถูกวิธี

     

      เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย สิ่งที่ทุกคนจะนึกถึงนอกเหนือจากการไปหาหมอคือการรับประทานยา โดยสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนรับประทานยาทุกครั้งคือ การอ่านฉลากยา เพื่อให้รู้ว่ายาดังกล่าวมีวิธีการรับประทานอย่างไร ปัญหาหลัก ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักพบเสมอเมื่อจะรับประทานยา คือไม่รู้ว่าควรจะรับประทานยาเวลาไหน แต่คนส่วนมากนิยมรับประทานยาก่อนหรือหลังอาหารทันที

     

      ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะความจริงแล้วการรับประทานยาจะต้องเว้นระยะห่างที่เหมาะสม เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีกระบวนการการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน หากจะรับประทานยาให้ได้ผลดีสูงสุดจึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามวิธีที่เหมาะสม เพื่อให้ตัวยาสามารถเข้าไปรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเราได้อย่างถูกวิธี

      ข้อมูลของ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุหลักปฏิบัติที่ถูกต้องทั่วไปของการรับประทานยาไว้ว่า ยาก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30-60 นาที ในช่วงที่ท้องว่าง เนื่องจากยาดังกล่าวเป็นยาที่มีข้อจำกัด หากรับประทานในช่วงที่ยังมีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร จะเป็นการลดการดูดซึมของยาที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรืออาจไม่ได้ผลเลย การรับประทานยาก่อนอาหารในช่วงที่ท้องว่าง จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาไม่ถูกทำลาย ทั้งยังเป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เสมือนเป็นการเตรียมพร้อมให้ระบบทางเดินอาหาร หากลืมรับประทานยาก่อนอาหารให้ข้ามไปรับประทานในมื้อถัดไป หรือรับประทานในช่วงท้องว่างคือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง

       ยาหลังอาหาร โดยทั่วไปควรรับประทานหลังอาหารไม่เกิน 15 นาที หรือรับประทานหลังอาหารทันที เนื่องจากยาชนิดดังกล่าวเป็นยาที่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร จึงต้องการกรดในกระเพาะอาหารเพื่อช่วยในการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยาชนิดดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้ หากลืมรับประทานยาหลังอาหาร สามารถรับประทานยาได้ทันทีที่นึกได้หลังรับประทานอาหารไม่เกิน 15 นาที หากเกินกว่านี้ให้ข้ามไปรับประทานในมื้อถัดไป

       ยาก่อนนอน ควรรับประทานก่อนเข้านอนประมาณ 15-30 นาที เนื่องจากยาชนิดดังกล่าวเป็นยาที่มีผลข้างเคียงคือทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือวิงเวียนศีรษะ หากรับประทานก่อนนอนนานเกินไป จะทำให้ตื่นตัวลดลง อาจเกิดอาการเพลียและทำอะไรได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในกรณีที่ยังไม่พร้อมจะนอน หากลืมรับประทานยาก่อนนอน และนึกขึ้นได้เมื่อตื่นแล้วในเช้าของอีกวัน ให้รอจนถึงเวลาเข้านอนของคืนถัดไปค่อยรับประทานยา

     ยาตามอาการ ยาในกลุ่มนี้ เป็นยาที่สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนึงถึงมื้ออาหาร โดยยาดังกล่าวมักระบุในฉลากว่าควรรับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง ทุก 8 ชั่วโมง หรือทุก 12 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการ เนื่องจากยากลุ่มดังกล่าวเป็นยาที่ไม่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ หลังรับประทานยาแล้วหากยังมีอาการอยู่ก็สามารถทานยาซ้ำได้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ แต่ไม่ควรรับประทานบ่อยกว่าที่ระบุบนฉลาก เมื่อหายจากอาการป่วยก็สามารถหยุดยาได้

      

    นายอภัย ราษฎรวิจิตร เภสัชกร แนะนำว่า การรับประทานยาโดยทั่วไปสามารถรับประทานพร้อมน้ำเปล่า 1 แก้วก็เพียงพอ แต่มียาบางกลุ่มที่ต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อลดการตกตะกอนของยาในไต นอกจากนี้ ไม่ควรรับประทานยาพร้อมนม น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ยาเสื่อมฤทธิ์ในการรักษาได้

       ทั้งนี้ ยาบางประเภทอาจมีวิธีรับประทานยานอกเหนือไปจากยาโดยทั่ว ๆ ไปข้างต้น เพราะเป็นยาที่มีการออกฤทธิ์พิเศษหรือมีผลข้างเคียงอื่น ๆ จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

       การรับประทานยาเป็นการรักษาอาการป่วยที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ หากคุณหันมาใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ และรับประทานยาอย่างถูกวิธี ก็จะทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่นั่นหายได้เร็วพลัน



10 ผักผลไม้ ต้านโรคเสริมสุขภาพฤดูหนาว

ที่มาของภาพ : http://www.thaihealth.or.th/data/content/26453/cms/e_afkntuvyz456.jpg

   

    นี่ก็ใกล้เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว เราคงต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรงเสมอๆ เพราะอากาศหนาวอาจจะให้เราเป็นหวัดได้ วันนี้เรามีผักผลไม้ 10 ชนิดที่สามารถบำรุงร่างกายในช่วงหน้าหนาวได้ดี


           1. มะเขือเทศ ช่วยให้ห่างไกลจากโรคหัวใจ แถมผิวพรรณสดใสอ่อนเยาว์อีกด้วย

           2. กระเทียมสด ลดความดันโลหิตสูง ป้องกันเลือดจับตัวเป็ยก้อน

           3. หอมหัวใหญ่ ป้องกันโรคภูมิแพ้อาการหอบหืด และอาการแพ้ต่างๆได้ดี

           4. จมูกข้าวสาลี ถ้าเราเติมจมูกข้าวสาลีลงในโยเกิร์ตหรือธัญพืชกรอบ แล้วรับประทานเป็นมื้อเช้าเป็นประจำ ผิวหน้าก็จะสดใสไร้สิว

           5. มันเทศ ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

           6. ถั่วดำ มีสารต้านโลหิตจาง มีวิตามินบี โปรตีนหลายชนิด

           7. บรอคโคลี่ ในดอกตูมของบรอคโคลี่ มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่าต้นแก่ 30-50 เท่า

           8. สตอเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ดีที่สุด ในการต้านอนุมูลอิสระ ให้พลังงานต่ำ วิตามินสูง

           9. โยเกิิร์ต ช่วยลดการติดเชื้อในช่องคลอด ลอการอ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส

          10. ถั่วเหลือง ต้านการเกิดมะเร็งเต้านม ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งมดลูก

 

 

 

     ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/36506

 

Blogroll

ติดต่อบริษัท

หมวดหมู่

กิจกรรม

 

บทความด้านสุขภาพประชาสัมพันธ์ 

ร่วมงานกับเรา

 


 

 

ผลิตภัณฑ์

ชุดทดสอบ

อุปกรณ์การแพทย์
ผลิตภัณฑ์ยา สมุนไพร

New product

 

ติดต่อเรา

ติดต่อบริษัทแม็คดีซีน จำกัด

Facebook
อีเมล์ 
ประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์


 
ช่วยเหลือ
แจ้งปัญหาการใช้บริการ
วิธีการสั่งซื้อสินค้า
แจ้งชำระเงิน
บทความ
บทความด้านสุขภาพ


 
กิจกรรม
ดูกิจกรรมทั้งหมด


 
 
 
 
ติดต่อเรา
Tel.0-2736-1101
Fax.0-2736-1102



 
Online:  12
Visits:  36,297
Today:  24
PageView/Month:  1,622